Home / สุขภาพ

สุขภาพ

ปัญหา ตุ่มใสๆ ที่ขึ้นมาบนนิ้ว แถมยิ่งเกายิ่งคัน เเต่แค่คุณทำตาม “วิธีนี้” ก็จะหายง่ายขึ้น

อากาศร้อนๆแบบนี้ มือก็จะมี “ตุ่มใสๆ” ที่ขึ้นมาบนนิ้ว แถมยิ่งเกายิ่งค้น ใช่มั้ย? มันเป็นตุ่มที่น่ารำคาญ ทำให้รู้สึกคัน เกาแล้วก็จะถลอก น่าเบื่อเป็นที่สุด วันนี้นายข้าวต้มจะพาทุกคนไปรู้จัก “ตุ่มใสเล็กๆ” จริงๆแล้วคือ ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดตุ่มน้ำใส Dyshidrosis คุณอาจจะไม่คุ้นกับชื่อนี้ ในความเป็นจริงแล้วมันคืออาการแพ้ชนิดหนึ่ง เวลาเกิดอาการแบบนี้ ตุ่มใสๆจะขึ้นบริเวณมือหรือเท้า มันจะมีอาการคันในระดับที่ไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่ตามมาร้ายแรงกว่า ถ้าไม่รักษา ประมาณ 1-2 สัปดาห์มันก็จะแห้ง ต่อมาก็จะถลอก ที่น่าเบื่อที่สุดก็คือ ไม่นานมันก็จะขึ้นมาใหม่ เป็นตุ่มๆไม่สวย หรือถ้ามันเกิดการติดเชื้อ ก็จะมีอาการมือบวม ปวด แย่ยิ่งกว่าเดิม ตุ่มใสๆ ที่ขึ้นมาบนนิ้ว แถมยิ่งเกายิ่งคัน ตุ่มใสๆพวกนี้ ทำไมถึงขึ้นบนมือคุณได้? คุณหมอเองก็ไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน น่าจะเกี่ยวข้องกับอะไรหลายๆอย่าง มือเท้าเหงื่อออกง่าย คนที่มีอาการตื่นเต้น เหนื่อยล้า ซึมเศร้า ระยะยาวจะมีตุ่มใสๆพวกนี้เกิดขึ้นได้ง่าย และคนที่มีอาการภูมิแพ้ เมื่อสัมผัสกับสารบางชนิดเช่นน้ำยาทำความสะอาด โลหะ หรือยาก็เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการ บางคนกลัวว่าตุ่มใสๆพวกนี้จะติดต่อกันได้ ปัญหานี้ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมันไม่ใช่แบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เพราะงั้นไม่มีการติดต่อใดๆทั้งสิ้น ถ้ารู้สึกว่าคัน ก็ไปซื้อยามาทา เดี๋ยวก็หาย มาดูเคล็ดลับรักษาง่ายๆกันเลยครับ 1. ถ้าตุ่มขึ้นมาแล้วคันสามารถใช้คาลาไมน์ทา 2. เมื่อเริ่มลอกก็ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Conjugated estrogen (Premarin) เนื่องจากครีมชนิดนี้มีผลข้างเคียงน้อย แค่ใช้ตามที่แพทย์บอกก็ไม่มีปัญหาแล้ว โดยปกติแล้วทาประมาณ 3-5 วันก็สามารถควบคุมอาการได้ ซึ่งส่วนประกอบที่พบบ่อยคือ dexamethasone, hydrocortisone และ beclomethasone dipropionate ถ้ามีอาการลอกอย่างรุนแรง แล้วเกินอาการซ้ำไปมา คุณสามารถใช้ครีมที่ให้ความชุ่มชื้น ต้านอาการอักเสบ เพราะตอนนี้ผิวบริเวณนั้นจะอ่อนแอ มีโอกาสที่แบคทีเรียจะเข้าไปได้ง่าย ทำให้ต้องดูแลอย่างดี 3. ถ้าทำอย่างนี้แล้วยังรู้สึกคัน ก็อาจจะไปพบแพทย์เพื่อรับยาสำหรับรับประทาน เช่น chlorpheniramine หรือ cetirizine ขณะกำลังรักษาก็มีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ 1.ห้ามเกาอย่างเด็ดขาด! เวลาตุ่มใสๆขึ้นจะคัน แต่ถ้าเกาจะยิ่งทำให้อาการแย่ขึ้น อาจมีอาการแทรกซ้อนได้ เพราะงั้นถึงคันก็ต้องทน 2. ดูแลทำความสะอาดมือและเท้าให้ดี ให้แห้งอยู่เสมอ ถ้าเหงื่อออกง่ายลองใช้แป้งเด็กช่วย คนที่มีอาการภูมิแพ้พยายามอย่าให้โดนน้ำ สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน และอื่นๆ พยายามเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเด็กแทน จะได้ระคายผิวน้อยลง และควรจะใช้ครีมทามือ 3. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ คนที่มีอาการนี้ซ้ำไปซ้ำมาสามารถเริ่มจากการปรับอาหารที่รับประทาน บันทึกสิ่งที่รับประทานทุกวัน เมื่อเจอสิ่งที่ทำให้ตนเองแพ้ บางคนมีอาการแพ้ Nickel Sulfate ซึ่งเป็นส่วนผสมที่อยู่ในสร้อย ต่างหู หรือฟันปลอม 4.ทำใจให้ผ่อนคลาย ตุ่มใสเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจ อย่านอนดึก ปรับตารางชีวิตให้ถูกต้อง ผ่อนคลาย แล้วอาการจะดีขึ้นมาก แม้ว่า ตุ่มใส ที่ขึ้นมาบนนิ้ว แถมยิ่งเกายิ่งค้น เหล่านี้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ใช้ยาก็สามารถรักษาได้ แต่ทางที่ดีควรจะไปพบแพทย์ อย่าใช้ยาโดยพลการ หรือไม่รักษา ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียขึ้นมาจะยิ่งลำบากนะครับ ขอบคุณข้อมูล : LIEKR , naykhaotom

Read More »

มาผอมไปด้วยกัน กินกล้วยเวลาไหนถึงจะดีที่สุด แค่กินถูกเวลา 10 วัน น้ำหนักก็ลดลง 3 กิโล

หลังจากที่นักแสดงสาวชาวญี่ปุ่น Fukada Kyoko กินกล้วยเป็นอาหารเช้าและลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 12 กิโลกรัม ทำให้กล้วยกลายเป็นผลไม้ลดความอ้วนยอดฮิตไปซะแล้ว แต่เพื่อนรู้ไหมว่า จริงๆแล้วกินกล้วยตอนมื้อเย็นเห็นผลมากกว่าอีกนะ ผลการวิจัยของ Matsuoi Tsuneo แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านลำไส้ชาวญี่ปุ่น ระบุว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะกินอาหารเช้าปริมาณน้อยแต่กินอาหารเย็นเต็มที่ หากเราเปลี่ยนนิสัยการกินมื้อเย็นได้ การลดน้ำหนักก็จะเห็นผลเร็วมากขึ้น และยังได้แนะนำว่าก่อนอาหารมื้อเย็นให้กินกล้วยสัก 2 ผลตามด้วยน้ำเปล่า 200 มล. อีก 1 แก้ว หลังจากนั้น 30 นาทีค่อยกินอาหารเย็น เพราะการกินกล้วยจะช่วยลดความอยากอาหาร ไม่ต้องอดอาหารอย่างทรมาน แล้วยังไม่ทำให้กลับมาอ้วนอีก ใช้เวลาสั้นๆแค่ 10 วัน ก็สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 3 กิโลกรัม ข้อดีของการกินกล้วยในมื้อเย็น 1. สารอาหารมากมายและให้พลังงานต่ำ กล้วย1ผลให้พลังงาน86กิโลแคลอรี่(ประมาณ100กรัม) เมื่อเปรียบกับข้าว1ถ้วยที่ให้พลังงาน250กิโลแคลอรี่ แล้วกล้วยยังทำให้อิ่มอยู่ท้อง ไม่หิวง่าย ในกล้วยมีทั้งวิตามินB6, วิตามินC,แมกนีเซียม, โพแทสเซียมและแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นในการเสริมสร้างร่างกาย 2. มีใยอาหารสูง ช่วยในการขับถ่าย ในกล้วยนั้นมีเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ช่วยเพิ่มจำนวนโปรไบโอติกและระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ และยังมีเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ ลดอาการท้องผูก 3. กระตุ้นโกรทฮอร์โมน ลดริ้วรอยชะลอความแก่ ร่างกายของเรานั้นจะสร้างโกรทฮอร์โมนหรือฮอร์โมนแห่งการเจริญวัย ช่วยชะลอวัยและเผาผลาญพลังงานมากที่สุดในช่วงเข้านอนเวลา(ช่วงเวลา23.00-01.00) เมื่อเรากินกล้วยในมื้อเย็นแล้ว กรดอาร์จีนีนในกล้วยจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยโกรทฮอร์โมนออกมา ช่วยชะลอความแก่ ลดความอ้วนได้ดี ทั้งนี้ในกล้วยมีโพแทสเซียมสูง ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคไตควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน ประโยชน์ของกล้วยนั้นมีมากมายจริงๆ นับจากวันนี้จะกินกล้วยทุกวันเลย! ข้อมูลและภาพ จาก penkrasae

Read More »

บอกต่อกันไป.. ผักพื้นบ้านสมุนไพร 10 ชนิด มีสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง ต้านความจำเสื่อม ชะลอแก่

ในผักมีวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารอื่นๆ สามารถป้องกันสมองเสื่อมได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ผักพื้นบ้านซึ้งหาได้ตามท้องถิ่นผักที่แนะนำทั้ง 10 เป็นผักที่หาได้ง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว ผักหวาน ผักหวานมีรสชาติหวานสมชื่อ นิยมนำไปนึ่งแล้วจิ้มกับน้ำพริกแจ่วสารพัดชนิด นอกจากนี้ยังใช้ทำแกงได้อร่อยอีกต่างหาก คนอีสานนิยมนำไปแกงใส่ใข่มดแดง อันเป็น อาหารยอดฮิต หรือแกงใส่ปลาย่างผสมใบชะอม ทำเป็นแกงอ่อมก็อร่อยดี ทางเหนือนิยมแกงผักหวานใส่ปลาย่างกับวุ้นเส้น งบผักหวานใส่มดแดงสุดอร่อย และคนกรุง ยังนำผักหวานไปผัดกับน้ำมันร้อนๆ ปรุงด้วยซีอิ๊ว เหยาะเกลือนิดก็อร่อย ประโยชน์ของผักหวาน – ป้องกันโรคเกี่ยวกับปราสาท และสมอง เช่น อัลไซเมอร์ – ป้องกันโรคมะเร็ง – ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด – ป้องกันโรคเบาหวาน – ช่วยลดความอ้วน – ช่วยบำรุงร่างกาย – ต้านอนุมูลอิสระ – แก้ร้อนใน – ช่วยลดไข้ – แก้น้ำดีพิการ – แก้อาการเบื่อเมา – บรรเทาอาการปวดมดลูก – แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย – ใบ และน้ำยางจากใบนำมาเคี้ยวหรือกลั้วภายในปาก สำหรับแก้ลิ้นเป็นฟ้า – ใบ และยอดอ่อนนำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้กระหายน้ำ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ผักกูด ผักกูดอร่อยต้องกินหน้าแล้งเพราะรสชาติไม่ฝาดเหมือนในฤดูอื่น ๆ อร่อยตรงจืดอมหวานเนื้อกรอบ ส่วนใหญ่นิยมกินยอดและใบอ่อน ผักกูดน้ำไม่นิยมกินสด มักเอา ไปต้มหรือเอาไปลวก นอกจากกินเป็นผักแนม ผักกูดน้ำยังใช้ ต้ม ยำ ทำแกงหรือผัดกับน้ำมันเฉยๆ ก็อร่อยเหลือหลาย เคล็ดลับการทำแกงส้มผักกูดควรใส่ปลาช่อนถึง จะเข้ากันได้ดี ใบชะพลู ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบดกหนา ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ภาคเหนือเรียกว่าผักแค ผักปูนา พลูนก พลูลิง ภาคใต้เรียกว่าผักนมวา อีสานเรียกว่าผักอีเลิด ผักเล็ก ผักปูลม ใบชะพลูมีกลิ่นหอม รสเผ็ดอ่อนๆ เป็นผักสดที่นิยมกินกับอาหารรสแซบ เช่น ลาบ น้ำตก ปลาย่าง ร่วมถึงน้ำพริกชนิดต่างๆ เป็นเครื่องปรุงที่เสริมรสอาหารได้ดี อาทิ แกงแคของภาคเหนือ ส่วนภาคอีสานนิยมใส่ในแกงอ่อมต่างๆ แกงขนุนอ่อน แกงหัวปลี ภาคใต้ใช้แกงกะทิใส่ใบชะพลูกับหอยแครง ส่วนภาคกลางนิยมใส่แกงคั่วหอย ขม หรือกินกับข้าวมันส้มตำ และที่นิยมมากที่สุดคือกินเป็นใบห่อเมี่ยงคำที่ให้รสชาติเข้ากันอย่างดี กินแล้วช่วยบำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บัวบก คนไทยทั่วทุกภาคนิยมกินบัวบก แต่ชื่อที่เรียกจะแตกต่างกันไป ภาคเหนือและอีสานเรียก ผักหนอก ภาคใต้เรียกผักแว่น ใบบัวบกมีรสขมอ่อนๆ กลิ่นหอมและเป็นพืชที่ กินสดๆ ได้ทั้งก้านและใบ จึงเป็นผักแกล้มอาหารรสเข้มข้นจานต่างๆ ได้อร่อย เช่น แกล้มน้ำพริก ส้มตำ นอกจากทำอาหารแล้วบัวบกยังนำมาคั้น ผสมน้ำตาลเล็กน้อย เป็นน้ำสมุนไพรดื่มให้รสหวาน หอม เย็นชุ่มคอ บัวบกช่วยระบายความร้อน แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ไมเกรน ชาวจีนเชื่อว่า บัวบกแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจาย หายฟกช้ำเร็วขึ้น ประโยชน์ของบัวบก – ใบบัวบกช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุและวัย – ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ – ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน – มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย – ประโยชน์ของใบบัวบก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา เพราะบัวบกมีวิตามินเอสูง – ช่วยรักษาอาการตาอักเสบบวมแดง ด้วยการใช้ใบบัวบกล้างน้ำสะอาด คั้นเอาแต่น้ำนำมาหยดที่ตา 3-4 ครั้งต่อวัน – ช่วยบำรุงประสาทและสมองเหมือนใบแปะก๊วย – ช่วยทำให้ความจำดีขึ้นและทำให้มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มมากขึ้น – ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ – ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น – ช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจเฉพาะหน้า – ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ปวดศีรษะข้างเดียว – ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ – ช่วยผ่อนคลายความเครียด ผักปลัง ชาวเหนือเรียกผักปั๋ง กินอร่อยได้ทั้งยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน กินเป็นผักต้ม ลวกหรือนึ่งสุก จิ้มน้ำพริก ชาวเหนือนิยมกินกับน้ำพริกดำ น้ำพริกตาแดง เอาไปแกง กับถั่วเน่า จอ(แกงชนิดหนึ่งของชาวเหนือมีรสเปรี้ยวแต่ไม่เผ็ด)ผักปั๋งใส่มะนาว ดอกเอาจอกับแหนม ชาวเหนือกับอีสานเอายอดอ่อนกับดอกอ่อนไปแกงส้ม เคล็ดลับ ความอร่อย ควรใส่ผักปลังลงในหม้อเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากน้ำแกงเดือดเต็มที่ เวลาใส่ผักลงไปควรกดให้จม พอเดือดสักพักก็ปิดไฟ ไม่ควรรอให้เดือดนาน เพราะจะ ทำให้ผักปลังเละไม่น่ากิน ชาวเมืองกรุงทำเป็นผัดผักไฟแดง หรือผัดน้ำมันหอย ผักปลังช่วยในการระบาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ไหลบัว ไหลบัว คือ หน่ออ่อนของต้นดอกบัวหลวงที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งต่างจากสายบัวที่เป็นส่วนก้านดอกของบัวสาย ไหลบัวมีความกรอบและรสชาติหวานมันจึงนิยมนำมากิน สด คนอีสานนิยมกินเป็นผักสดกับส้มตำ แต่คนภาคกลางนิยมนำไปแกงส้ม ผัด หรือไม่ก็กินสดๆ ปัจจุบันเป็นไหลบัวผัดกุ้งเป็นเมนูยอดนิยมในภัตตาคารจีน ถือเป็นยา เย็น ช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลียและบำรุงหัวใจ ผักแพว ผักแพวหรือที่คนอีสานเรียกว่าผักแพ้ว ผักพริกม้า ส่วนคนเหนือเรียกผักไผ่ ความอร่อยของผักแพวอยู่ที่กลิ่นหอมและรสร้อนแรง จึงนิยมกินเป็นผักสดแนมกับ อาหารรสจัดแทบทุกชนิด และนำไปปรุงเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารประเภทลาบ และใส่แกงปลารสจัด เพื่อตัดกลิ่นคาวปลาพร้อมกับปรุงอาหารประเภทหอยเพื่อเสริม ความหอม กินแล้วช่วยขับลมในกระเพาะดีนัก ประโยชน์ของผักแพว – ผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย (ใบ) – ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง (ใบ) – ช่วยป้องกันโรคหัวใจ (ใบ) – ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ) – ช่วยบำรุงประสาท (ราก) – รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น (ใบ) ใบยอ น่าอัศจรรย์ใจที่รสขมของใบยอ และกลิ่นเฉพาะตัวนี้ มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยทั่วทุกภาค ที่เด่นสุดคือ ภาค กลางใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก เพราะความ อร่อยของห่อหมกเข้ากันได้ดีกับใบยอ และยังไม่มีผักอื่นเข้ามาแข่งได้ ส่วนภาคอีสานนำไปทำแกงอ่อมใบยอ และภาคใต้ก็มีแกงรสเด็ดไม่แพ้กันคือ แกงเผ็ดปลาใส่ ขมิ้นใบยอ การกินใบยอให้อร่อยควรตัดเส้นกลางใบออกและลวกก่อนนำมาแกง จะช่วยลดความขมได้ ใบยอช่วยบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง ย่านาง จัดเป็นพืชประจำครัวภาคเหนือและอีสาน …

Read More »

ไม่น่าเชื่อ..เปลือกแก้วมังกรเหลือๆ ต่อไปนี้อย่าเพิ่งโยนทิ้ง…เพราะมีประโยชน์มากๆ!

เป็นที่รู้ๆ กันว่าสารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนช่วยยับยั้งเซลล์ป้องกันริ้วรอยอันเกิดก่อน วัย และเจ้าเปลือกแก้วมังกรที่หลายๆ คนมองข้ามนี่แหละอุดมไปด้วยสารอาหารชนิดนี้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอีกด้วยนะ โดยปกติแล้วเราทานแก้วมังกรเฉพาะเนื้อแล้วโยนเปลือกทิ้งไป แต่อ๊ะ! เดี๋ยวก่อน! มีงานวิจัยมากมายที่ค้นพบคุณค่าสารอาหารในแก้วมังกร ทั้งอุปโภค บริโภค ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้างนั้นลองมาดูกันเลย ใช้ทำบรัชออน – ลิปสติก น้อง เมย์ กนกเนตร สุภาศรี นักเรียนชั้นม. 5 โรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ซึ่งทางครอบครัวมีอาชีพเพาะปลูกแก้วมังกร จึงได้ทำการวิจัยค้นคว้าคุณประโยชน์จากเปลือกแก้วมังกร กระทั่งพบว่า สามารถนำมาเป็นส่วนผสมในแป้งฝุ่น บรัชออน รวมถึงลิปสติกได้ด้วย โดยการนำเปลือกแก้วมังกรสีสวยเข้ากับน้ำเปล่า หมักทิ้งไว้ 12 ชั่งโมง ผสมน้ำหมักแก้วมังกรที่มีสีชมพูม่วงสวยๆ เข้ากับแป้งมัน จากนั้นกวนให้สุกแล้วนำไปตากแห้ง แล้วจึงบดให้เป็นผงพร้อมใช้งาน ในจุดนี้สามารถนำไปทำการวิจัยค้นคว้าต่อไปได้ ใช้แทนสีผสมอาหาร เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยล่ะ เมื่อเราไม่ต้องใช้สีสังเคราะห์ในการทำขนมนมเนยอีกต่อไป เมื่อเรากวนแป้งผสมเปลือกแก้วมังกรให้แห้ง บดเป็นผงพร้อมใช้งาน จากนั้นเราก็นำไปละลายในน้ำเพียงเล็กน้อยก็จะได้สีผสมอาหารจากธรรมชาติแล้ว ล่ะ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้าน อ. ดอยสะเก็ด ได้นำสีจากแก้วมังกรไปทำขนมปุยฝ้าย ทับทิมกรอบ วุ้น ซาหริ่ม ปุยฝ้าย ขนมชั้น เป็นต้น ใช้สีแก้วมังกรย้อมเซลล์ทางวิทยาศาสตร์ เป็น เรื่องที่น่าดีใจมาก เมื่อสีจากเปลือกแก้วมังกร สามารถนำไปย้อมเซลล์ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ โดยน้องเมย์ทดลองนำไปย้อมพืชใบเลี้ยงเดี่ยว-เลี้ยงคู่ อนาคตอาจนำไปใช้ในห้องแล็ปและอาจทำการย้อมอวัยวะภายในเพื่อตรวจหาโรคทดแทน การใช้สีสังเคราะห์ที่นำเข้าจากต่างประเทศอีกด้วย ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางประทินผิว ขณะ นี้กำลังอยู่ในกระบวนการทดลองเพื่อให้สีคงความเข้มข้นเมื่ออยู่ในส่วนผสมที่ เป็นน้ำหรือน้ำมันมากๆ เนื่องจากการทดลองที่ผ่านมาทำให้สีจากแก้วมังกรซีดลงกลายเป็นสีชมพูไม่คง ความเข้มข้นของสีไว้ดังเดิม แต่คาดว่าน่าจะทำหารวิจัยสำเร็จและอาจต่อยอดใช้เป็นสีผสมใน โลชั่น เจลอาบน้ำ ครีม เจล เป็นต้น กินป้องกันแก่ – สมองเสื่อม รู้ กันหรือไม่ว่าเปลือกแก้วมังกรอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หนึ่งในนั้นคือสารแอนโทไซนานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเบต้าแคโรทีน 10 เท่า ช่วยต้านออกซิเดชั่น ป้องกันอนุมูอิสระ ชะลอความแก่ และป้องกันสมองเสื่อม รวมถึงโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย นอกจากนี้สารแอนโทไซยานิ นยังช่วยสร้างความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด ปกป้องผนังหลอกเลือดแดง ลดความดัน บำรุงผิวให้กระจ่างใสไร้รอยด่างดำ ป้องกันการอักเสบและอาการแพ้ บำรุงข้อต่อให้มีความยืดหยุ่น และบำรุงสายตาต้านรังสี ควบคุมน้ำหนักเป็นต้น เมนูจากเปลือกแก้วมังกร รับประทานโดยตรง: คือคว้านเอาด้านในของเปลือกมารับประทานได้เลย คั้นเป็นน้ำดื่ม: วิธีจะทำให้คุณรับประทานได้ง่ายขึ้น วิธีทำง่ายๆ คือ คว้านเอาด้านในของเปลือกแก้วมังกรมาคั้นรวมกับน้ำ เติมน้ำตาลลง เพียงแค่นี้คุณก็จะได้น้ำผลไม้รสชาติหอม หวาน อร่อย แถมยังช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ ยำแก้วมังกรแบบคลีน: ง่ายๆ เพียงแค่ฝานเปลือกแก้วมังกรเป็นเส้นบางๆ จากนั้นนำมาคลุกกับน้ำมันงา ผสมซุปไก่สกัดลงไปพร้อม ชิมรสตามชอบ อาจเติมน้ำตาล หรือเกลือเพียงเล็กน้อย แค่นี้ก็ได้อาหารสุดจะคลีนแล้ว ชุบแป้งทอด: นำเปลือกแก้วมังกรไปหั่นเป็นเส้นตามยาวเหมือนเฟรนฟราย จากนั้นนำไปชุบแป้ง(สำหรับทอด) และทอดด้วยไฟแรง คุณก็จะได้เมนูทานเล่นในวันว่างหรือเป็นกับแกล้มก็เข้ากันดี แกงส้มเปลือกแก้วมังกร: เมนูนี้ไม่ต่างอะไรจากแกงส้มปกติ เพียงแค่หั่นเปลือกแก้วมังกรเป็นเส้นยาว จากนั้นนำลงไปในหม้อน้ำเดือด ปรุงรสด้วยพริกแกงส้มและเครื่องปรุง คำแนะนำถ้าอยากให้อร่อยควรตำพริกแกงเองใหม่ๆ จะทำให้น้ำซุปเข้มข้นมากขึ้น ยำเปลือกแก้วมังกรแบบไทย : เมื่อคุณชุบแป้งทอดเปลือกแก้วมังกรไว้ทานเล่นแล้ว อาจจะเพิ่มรสชาติความอร่อยด้วยการปรุงน้ำยำใช้สำหรับราด รสชาติของน้ำยำจะคล้ายกับยำถั่วพูคือใส่กะทิลงไปด้วยจะเพิ่มความ หอม หวาน อร่อย ของยำแก้วมังกรมากยิ่งขึ้น

Read More »